EMAIL : packaginginter@gmail.com

TEL : 081-179-4546 คุณแก้ว - IDLine : yongyee2529

'กรีน-เซฟตี้' นิยามบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่

กระดาษไร้สารตกค้างและผลิตจากไม้ในป่าปลูก เป็นไอเดียขับเคลื่อนธุรกิจของ “แฟนซี เปเปอร์”
ซึ่งคลุกคลีในแวดวงการจำหน่ายกระดาษมานาน 30 ปี เปิดทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
ได้ใช้วัตถุดิบสอดคล้องกับบริบทของโลก ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
“จากประสบการณ์ 30 ปี บนเส้นทางธุรกิจ เราต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาถูก
แต่ยังรวมถึงการนำเสนอความแปลกใหม่ของสินค้า การให้ความรู้แก่ลูกค้า ทำให้พฤติกรรมการใช้กระดาษ
เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด ราคาจะไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป..."
วโรดม ปัญวณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริษัท แฟนซี เปเปอร์ จำกัด กล่าว


โอกาสของผู้บุกเบิก

ปีนี้วงการพิมพ์เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ที่กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับแฟนซี เปเปอร์
เมื่อเครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่างลอรีอัลประกาศนโยบายให้ใช้บรรจุภัณฑ์ไร้สารฟอกขาว
ซึ่งเป็นเกรดเดียวกับที่ใช้สัมผัสอาหารได้ปลอดภัย และต้องเป็นกระดาษที่ผลิตจากป่า
ปลูกภายใต้การรับรองมาตรฐานการปลูกป่าและบริหารจัดการป่าอย่างยั่งยืน (The ForestStewardship Council,FSC)
วโรดม กล่าวว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจของแฟนซีเปเปอร์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานหลายปีแล้ว
เห็นได้จากใบรับรอง FSC รวมทั้งการนำกระดาษรีไซเคิลและกระดาษไร้สารตกค้างเข้ามาจำหน่าย
เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ทั้งนี้ สารตกค้างในกระดาษเป็นสารเพิ่มความขาวที่นิยมเติมลงในกระดาษ
เมื่อสัมผัสผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
จึงมีข้อกำหนดห้ามใช้กระดาษชนิดนี้กับบรรจุภัณฑ์อาหาร นอกจากแบรนด์ลอรีอัลแล้วยังรวมถึงผู้ประกอบรายใหญ่
อย่างยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี จอห์นสันแอนด์จอห์นสันและเครื่องสำอางไทยอย่างมิสทีน กีฟฟารีน
ล้วนไม่ยอมตกเทรนด์ “กรีน” เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ไร้สารพิษ
แฟนซี เปเปอร์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์กระดาษไร้สารตกค้างในงานแสดงเทคโนโลยีและบรรจุภัณฑ์
ทางอุตสาหกรรมคอสเมติกส์ (COSMEX) ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ณ ไบเทคบางนา ให้ภาคอุตสาหกรรม
เป้าหมายได้รู้จักอย่างเป็นทางการตลอดระยะเวลา 30 ปี ในการทำธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่ด้วยความที่เป็นคนคิดนอกกรอบ ทำให้สามารถผลักดันธุรกิจให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
โดยการบาลานซ์สัดส่วนรายได้ 50:50 ระหว่างการจำหน่ายกระดาษจากต่างประเทศ
และการเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่อย่างเอสซีจี
“ต่อจากนี้ไปสัดส่วนรายได้จากกระดาษนำเข้าจะเพิ่ม 10% ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการใช้กระดาษ
ฟู้ดเกรดของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางข้ามชาติ ขณะที่บริษัทเครื่องสำอางไทยต้องปรับมาตรฐาน
ให้ทัดเทียมอุตสาหกรรมโลก” ความหวังและความเชื่อของ วโรดม ผู้คลุกคลีอยู่กับธุรกิจกระดาษมานาน 3 ทศวรรษ


ต้องตีโจทย์ให้แตก

ย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มต้นทำธุรกิจ เขาเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ คือ คนในวงการโฆษณาซึ่งเสมือนเป็นผู้นำทางความคิด
ให้กับเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังที่มีทุนหนา โดยนำเข้ากระดาษรีไซเคิลที่มีลวดลายทันสมัยจากอเมริกาและเยอรมนี
เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ ในฐานะผู้บุกเบิกตลาด กระทั่งทำให้เกิดธุรกิจรับทำรายงานประจำปี จากนั้นก็ขยับมา
ทำปฏิทินดีไซน์แปลกใหม่ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยกว่า 50% ของหนังสือรายงานประจำเป็นลูกค้าของแฟนซี เปเปอร์
ต่อมาเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 รายได้ลดลง จึงหันมารุกตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรกับมนุษย์อย่างจริงจังเป็นรายแรก
เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันรองรับโอกาสธุรกิจในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร
ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงใช้โฟมหรือกระดาษที่ไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งราคาถูกกว่ากกระดาษฟู้ดเกรด อีกทั้งต้องรอเวลาที่ภาครัฐจะให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยจากบรรจุภัณฑ์อาหาร
เมื่อถึงเวลานั้น ยอดขายของกระดาษฟู้ดเกรดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการบรรจุภัณฑ์
โดยมีตัวอย่างชัดเจนจากประเทศไต้หวันที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างจริงจัง



แหล่งอ้างอิง : (http://eureka.bangkokbiznews.com/detail/616278)